กำลังการบด kg/h คืออะไร? วิธีประเมินกำลังผลิตก่อนเลือกเครื่องบดในโรงงาน
กำลังการบดที่ระบุเป็น kg/h หรือกิโลกรัมต่อชั่วโมง คือค่าที่ใช้บอกว่าเครื่องบดสามารถลดขนาดวัสดุได้ประมาณกี่กิโลกรัมภายในเวลา 1 ชั่วโมงภายใต้เงื่อนไขการทำงานที่กำหนด
ตัวเลขนี้มีประโยชน์สำหรับการวางแผนกำลังผลิตของโรงงาน แต่ไม่ควรนำไปตีความว่าเครื่องจะบดได้ตามตัวเลขดังกล่าวกับวัสดุทุกชนิด เพราะกำลังการบดจริงยังขึ้นอยู่กับชนิดวัสดุ ขนาดชิ้นงาน ความหนา ความแข็ง ขนาดตะแกรง สภาพใบมีด และวิธีป้อนวัสดุ
✓ การเลือกเครื่องบดที่เหมาะสมควรเริ่มจากปริมาณวัสดุจริงต่อวันและลักษณะของวัสดุ ไม่ใช่เลือกจากตัวเลข kg/h ที่สูงที่สุดเพียงอย่างเดียว
1. kg/h หมายถึงอะไร?
kg/h ย่อมาจาก kilogram per hour หรือกิโลกรัมต่อชั่วโมง เป็นหน่วยที่ใช้วัดอัตราการผลิตหรือปริมาณวัสดุที่ผ่านกระบวนการภายในหนึ่งชั่วโมง
ตัวอย่างเช่น หากเครื่องมีข้อมูลกำลังการบดประมาณ 400 kg/h หมายความว่า ภายใต้เงื่อนไขที่เหมาะสม เครื่องอาจสามารถบดวัสดุได้ประมาณ 400 กิโลกรัมต่อชั่วโมง
| กำลังการบด | ความหมายโดยประมาณ |
|---|---|
| 300 kg/h | ประมาณ 300 กิโลกรัมต่อชั่วโมง |
| 500 kg/h | ประมาณ 500 กิโลกรัมต่อชั่วโมง |
| 800 kg/h | ประมาณ 800 กิโลกรัมต่อชั่วโมง |
| 1,000 kg/h | ประมาณ 1 ตันต่อชั่วโมง |
ค่า kg/h ของเครื่องจักรควรใช้เป็นค่าประมาณสำหรับเปรียบเทียบและวางแผนเบื้องต้น กำลังผลิตจริงอาจสูงหรือต่ำกว่าตัวเลขที่ระบุได้ตามวัสดุและสภาวะการทำงาน
2. ทำไมกำลังการบดจริงจึงไม่เท่ากันทุกวัสดุ?
เครื่องบดเครื่องเดียวกันสามารถให้กำลังการผลิตแตกต่างกันมากเมื่อเปลี่ยนชนิดวัสดุ เพราะวัสดุแต่ละประเภทมีความแข็ง ความเหนียว ความหนา รูปทรง และความหนาแน่นต่างกัน
ปัจจัยหลักที่มีผลต่อ kg/h
- ชนิดของพลาสติกหรือวัสดุ
- ขนาดชิ้นงานก่อนบด
- ความหนาของวัสดุ
- ความแข็งหรือความเหนียว
- รูปทรงของชิ้นงาน
- ขนาดตะแกรง
- สภาพและความคมของใบมีด
- ปริมาณและความสม่ำเสมอในการป้อนวัสดุ
- โครงสร้างและกำลังของเครื่อง
⚠ ไม่ควรนำกำลังการบดของวัสดุชนิดหนึ่งไปใช้ยืนยันกำลังการผลิตของวัสดุอีกชนิดหนึ่งโดยตรง แม้ว่าจะใช้เครื่องรุ่นเดียวกันก็ตาม
3. ขนาดและรูปทรงของวัสดุมีผลต่อกำลังการบดอย่างไร?
วัสดุที่มีน้ำหนักเท่ากันอาจใช้เวลาในการบดไม่เท่ากัน หากมีขนาดและรูปทรงแตกต่างกัน
| ลักษณะวัสดุ | ผลที่อาจเกิดขึ้นกับกำลังการบด |
|---|---|
| เศษชิ้นเล็กและป้อนง่าย | สามารถป้อนเข้าเครื่องได้ต่อเนื่องมากกว่า |
| ชิ้นใหญ่หรือก้อนหนา | ใช้เวลาในการลดขนาดมากขึ้น |
| ชิ้นงานยาว | อาจต้องจัดทิศทางหรือควบคุมการป้อน |
| วัสดุเหนียว | อาจใช้เวลาในการตัดมากกว่าวัสดุเปราะ |
| วัสดุแข็ง | เพิ่มภาระต่อใบมีดและมอเตอร์ |
ดังนั้นก่อนประเมินกำลังการผลิต ควรดูตัวอย่างชิ้นงานจริง ไม่ควรแจ้งเพียงว่าเป็น “พลาสติก” โดยไม่ระบุรายละเอียดของวัสดุ
4. ขนาดตะแกรงมีผลต่อ kg/h อย่างไร?
สำหรับเครื่องบดที่ใช้ตะแกรงควบคุมขนาดเศษหลังบด ขนาดรูตะแกรงมีผลโดยตรงต่อระยะเวลาที่วัสดุอยู่ภายในห้องบด
หากใช้ตะแกรงรูเล็ก วัสดุจะต้องถูกตัดให้เล็กลงก่อนจึงจะผ่านออกจากเครื่องได้ จึงอาจทำให้กำลังการผลิตต่อชั่วโมงลดลงเมื่อเทียบกับการใช้ตะแกรงขนาดใหญ่กว่าในวัสดุเดียวกัน
| ขนาดตะแกรง | แนวโน้มที่เกิดขึ้น |
|---|---|
| รูเล็ก | เศษละเอียดขึ้น แต่วัสดุอาจอยู่ในห้องบดนานขึ้น |
| รูขนาดกลาง | ช่วยสร้างสมดุลระหว่างขนาดเศษและกำลังการผลิตในหลายงาน |
| รูใหญ่ | วัสดุผ่านออกได้เร็วขึ้น หากขนาดเศษที่ได้เหมาะกับกระบวนการถัดไป |
✓ ถ้าไม่จำเป็นต้องใช้เศษละเอียดมาก ควรหลีกเลี่ยงการเลือกตะแกรงเล็กเกินความต้องการ เพราะอาจลดกำลังการผลิตโดยไม่จำเป็น
5. วิธีคำนวณว่าต้องการกำลังการบดเท่าไร
วิธีประเมินเบื้องต้นคือ เริ่มจากปริมาณวัสดุที่ต้องการบดต่อวัน แล้วหารด้วยจำนวนชั่วโมงที่ต้องการเดินเครื่องจริง
สูตรพื้นฐาน
กำลังการบดที่ต้องการ (kg/h) = ปริมาณวัสดุต่อวัน ÷ ชั่วโมงการบดจริงต่อวัน
ตัวอย่างที่ 1
โรงงานมีเศษพลาสติกประมาณ 2,400 กิโลกรัมต่อวัน และต้องการบดให้เสร็จภายใน 8 ชั่วโมง
2,400 ÷ 8 = 300 kg/h
ในทางคำนวณ โรงงานต้องการกำลังการบดเฉลี่ยอย่างน้อยประมาณ 300 kg/h
ตัวอย่างที่ 2
โรงงานมีวัสดุ 4,000 กิโลกรัมต่อวัน และต้องการบดภายใน 8 ชั่วโมง
4,000 ÷ 8 = 500 kg/h
จึงต้องการกำลังการผลิตเฉลี่ยประมาณ 500 kg/h
⚠ ไม่ควรเลือกเครื่องที่มีค่าพิกัดเท่ากับความต้องการพอดีโดยไม่เผื่อเวลาหยุดเครื่อง การป้อนวัสดุ การทำความสะอาด การตรวจเช็ก และความแตกต่างของวัสดุจริง
6. ต้องเผื่อกำลังผลิตหรือไม่?
ในการใช้งานจริง เครื่องจักรอาจไม่ได้เดินเต็มกำลังตลอดทั้งวัน เช่น มีช่วงหยุดเติมวัสดุ เปลี่ยนถุงรองรับ ทำความสะอาด ตรวจสอบใบมีด หรือหยุดเนื่องจากกระบวนการอื่นในสายการผลิต
ดังนั้นควรประเมินกำลังเครื่องให้สูงกว่าค่าเฉลี่ยที่คำนวณได้ในระดับที่เหมาะสมกับงานจริง
ตัวอย่าง
หากคำนวณจากปริมาณงานแล้วต้องการเฉลี่ย 400 kg/h การเลือกเครื่องที่ทำได้เพียง 400 kg/h ภายใต้เงื่อนไขดีที่สุดอาจทำให้กำลังผลิตจริงไม่เพียงพอในบางวัน
ควรพิจารณาร่วมกับข้อมูลจากการทดลองวัสดุจริงและระยะเวลาที่เครื่องสามารถเดินงานต่อเนื่องในระบบของโรงงาน
ไม่มีเปอร์เซ็นต์เผื่อกำลังที่เหมาะกับทุกโรงงาน เพราะขึ้นอยู่กับความสม่ำเสมอของวัสดุ ชั่วโมงทำงานจริง ระบบป้อน และกระบวนการก่อนหรือหลังเครื่องบด
7. ชั่วโมงทำงาน 8 ชั่วโมง ไม่ได้หมายความว่าบดได้เต็ม 8 ชั่วโมง
หนึ่งในข้อผิดพลาดที่พบได้บ่อยคือ การใช้เวลาทำงานของกะทั้งหมดเป็นเวลาการผลิตของเครื่องโดยตรง
ตัวอย่างเช่น กะทำงาน 8 ชั่วโมง อาจมีเวลาหยุดสำหรับ:
- เตรียมและคัดแยกวัสดุ
- เติมวัสดุเข้าสู่ระบบ
- เปลี่ยนถังหรือภาชนะรองรับ
- ทำความสะอาดเครื่อง
- ตรวจสอบใบมีด
- นำวัสดุที่ผิดประเภทออก
- พักเครื่องหรือแก้ไขปัญหาหน้างาน
หากเวลาบดจริงเหลือเพียง 6 ชั่วโมง ปริมาณวัสดุ 3,000 กิโลกรัมต่อวันจะต้องการกำลังเฉลี่ย:
3,000 ÷ 6 = 500 kg/h
แต่หากนำ 3,000 กิโลกรัมไปหารด้วย 8 ชั่วโมง จะได้เพียง 375 kg/h ซึ่งอาจประเมินเครื่องต่ำกว่าความต้องการจริง
✓ เวลาที่ควรใช้คำนวณคือ “เวลาบดจริง” ไม่ใช่เวลาทำงานของกะทั้งหมด
8. ตัวอย่างการประเมินกำลังผลิตตามปริมาณงาน
| วัสดุต่อวัน | เวลาบดจริง | กำลังเฉลี่ยที่ต้องการ |
|---|---|---|
| 1,800 kg | 6 ชั่วโมง | 300 kg/h |
| 2,400 kg | 6 ชั่วโมง | 400 kg/h |
| 3,000 kg | 6 ชั่วโมง | 500 kg/h |
| 4,800 kg | 8 ชั่วโมง | 600 kg/h |
| 6,400 kg | 8 ชั่วโมง | 800 kg/h |
| 8,000 kg | 8 ชั่วโมง | 1,000 kg/h |
ตารางนี้เป็นเพียงการคำนวณทางคณิตศาสตร์เพื่อหาค่าเฉลี่ยที่ต้องการ ยังไม่รวมผลจากชนิดวัสดุ ตะแกรง การป้อน และประสิทธิภาพของเครื่องจริง
9. อย่าเลือกเครื่องจากกำลังมอเตอร์เพียงอย่างเดียว
เครื่องที่มีกำลังมอเตอร์สูงกว่าไม่ได้หมายความว่าจะให้กำลังการบดสูงกว่าในทุกกรณี เพราะความสามารถของเครื่องยังขึ้นอยู่กับโครงสร้างห้องบด ชุดใบมีด ขนาดช่องป้อน ตะแกรง และการออกแบบระบบโดยรวม
| ข้อมูล | สิ่งที่บอกได้ |
|---|---|
| กำลังมอเตอร์ kW | บอกกำลังขับของระบบ แต่ไม่ได้บอก kg/h เพียงอย่างเดียว |
| ขนาดช่องป้อน | ช่วยบอกขนาดชิ้นงานที่สามารถป้อนเข้าเครื่องได้ |
| ชุดใบมีด | มีผลต่อวิธีและประสิทธิภาพการลดขนาด |
| ตะแกรง | มีผลต่อขนาดเศษและอัตราการระบายวัสดุ |
| ชนิดวัสดุ | มีผลโดยตรงต่อภาระและกำลังการผลิตจริง |
⚠ การเปรียบเทียบเครื่องสองรุ่นโดยดูเฉพาะจำนวน kW อาจทำให้เลือกเครื่องผิดประเภทหรือไม่ตรงกับวัสดุจริง
10. กำลังผลิต 300–400 kg/h หมายความว่าจะได้ 400 kg/h เสมอหรือไม่?
ไม่จำเป็น ตัวเลขแบบช่วง เช่น 300–400 kg/h แสดงว่ากำลังการผลิตสามารถเปลี่ยนแปลงได้ตามเงื่อนไขการใช้งาน
หากวัสดุป้อนง่าย ชิ้นไม่ใหญ่ ตะแกรงไม่ละเอียดเกินไป ใบมีดอยู่ในสภาพดี และการป้อนสม่ำเสมอ อัตราการผลิตอาจอยู่ในช่วงสูงกว่า
ในทางกลับกัน หากวัสดุหนา แข็ง ชิ้นใหญ่ หรือต้องบดละเอียดมาก อัตราการผลิตจริงอาจลดลง
หากต้องการใช้ตัวเลข kg/h สำหรับวางแผนกำลังผลิตจริงในโรงงาน ควรทดสอบกับตัวอย่างวัสดุที่ใกล้เคียงกับงานจริงมากที่สุด
11. วิธีประเมินกำลังการบดจากงานจริงในโรงงาน
- ชั่งน้ำหนักวัสดุต่อวัน — หาค่าเฉลี่ยจากหลายวัน ไม่ควรใช้วันที่วัสดุน้อยหรือมากผิดปกติเพียงวันเดียว
- กำหนดเวลาที่ต้องการบดให้เสร็จ — เช่น ภายในหนึ่งกะหรือภายในช่วงเวลาที่กำหนด
- หาชั่วโมงเดินเครื่องจริง — หักเวลาหยุด เตรียมวัสดุ และทำความสะอาด
- คำนวณ kg/h ขั้นต่ำ — ใช้ปริมาณวัสดุหารด้วยเวลาบดจริง
- ตรวจลักษณะวัสดุ — ชนิด ขนาด ความหนา ความแข็ง และรูปทรง
- กำหนดขนาดเศษหลังบด — เพื่อเลือกตะแกรงและระบบลดขนาด
- พิจารณาการเผื่อกำลัง — รองรับความผันผวนของวัสดุและเวลาหยุด
- ทดสอบวัสดุจริง — ใช้ผลทดลองประกอบการเลือกเครื่องก่อนใช้งานต่อเนื่อง
12. ตัวอย่างกรณีศึกษา: โรงงานมีเศษพลาสติก 3 ตันต่อวัน
สมมติว่าโรงงานมีเศษพลาสติกประมาณ 3,000 กิโลกรัมต่อวัน และทำงานวันละ 8 ชั่วโมง
กรณีคิดจากเวลาเต็ม 8 ชั่วโมง
3,000 ÷ 8 = 375 kg/h
แต่ในความเป็นจริง หากมีเวลาหยุดรวมประมาณ 2 ชั่วโมง จะเหลือเวลาบดจริง 6 ชั่วโมง
กรณีคิดจากเวลาบดจริง 6 ชั่วโมง
3,000 ÷ 6 = 500 kg/h
ความต้องการจึงเปลี่ยนจาก 375 kg/h เป็น 500 kg/h ทันที เพียงเพราะคำนวณจากเวลาการผลิตจริงแทนเวลาทั้งกะ
✓ ก่อนเลือกเครื่องควรถามว่า “ต้องบดกี่กิโลกรัมให้เสร็จภายในเวลากี่ชั่วโมงจริง” มากกว่าถามเพียงว่า “เครื่องนี้กี่ kW”
13. ถ้ามีวัสดุหลายชนิด ควรคำนวณอย่างไร?
หากโรงงานมีวัสดุหลายชนิด ไม่ควรใช้กำลังการบดเฉลี่ยของวัสดุชนิดเดียวแทนทั้งหมด เพราะวัสดุแต่ละประเภทอาจมีอัตราการบดแตกต่างกัน
ตัวอย่างเช่น ในหนึ่งวันมี:
- เศษพลาสติกบาง 1,500 kg
- ชิ้นงานหนา 1,000 kg
- ก้อนหรือชิ้นงานขนาดใหญ่ 500 kg
แม้น้ำหนักรวมจะเท่ากับ 3,000 kg แต่เวลาที่ใช้ลดขนาดอาจต่างจากกรณีที่ 3,000 kg ทั้งหมดเป็นเศษพลาสติกบางและป้อนง่าย
วิธีที่เหมาะสมคือแบ่งวัสดุเป็นกลุ่ม แล้วประเมินหรือทดลองกำลังการบดของแต่ละกลุ่มก่อนนำมาวางแผนกำลังผลิตรวม
14. ระบบป้อนวัสดุมีผลต่อกำลังผลิตหรือไม่?
มีผลอย่างมาก เพราะเครื่องจะทำงานได้ต่อเนื่องก็ต่อเมื่อสามารถป้อนวัสดุเข้าสู่ห้องบดได้อย่างเหมาะสม
ปัญหาที่พบได้จากการป้อนวัสดุ
- ป้อนน้อยเกินไป ทำให้เครื่องทำงานไม่เต็มประสิทธิภาพ
- ป้อนมากเกินไป ทำให้วัสดุสะสมในห้องบด
- ป้อนไม่สม่ำเสมอ ทำให้กำลังผลิตต่อชั่วโมงแกว่ง
- ชิ้นงานติดบริเวณช่องป้อน
- ต้องใช้แรงงานจัดเรียงวัสดุก่อนป้อน
สำหรับระบบที่ต้องการกำลังผลิตสูงและต่อเนื่อง อาจต้องพิจารณาระบบสายพานหรือระบบป้อนวัสดุร่วมกับเครื่องบด ไม่ควรมองเฉพาะตัวเครื่องหลักเพียงอย่างเดียว
15. สภาพใบมีดมีผลต่อ kg/h อย่างไร?
เมื่อใบมีดมีความคมและอยู่ในสภาพเหมาะสม การตัดวัสดุจะมีประสิทธิภาพมากกว่า แต่เมื่อใบมีดสึกหรือระยะใบมีดไม่เหมาะสม เครื่องอาจใช้เวลานานขึ้นในการบดวัสดุในปริมาณเท่าเดิม
อาการที่ควรตรวจสอบ
- กำลังการผลิตลดลงจากเดิมอย่างชัดเจน
- วัสดุใช้เวลานานขึ้นกว่าจะผ่านตะแกรง
- เศษหลังบดมีขนาดหรือรูปทรงผิดปกติ
- เกิดเสียงหรือการสั่นที่แตกต่างจากปกติ
- เครื่องต้องทำงานหนักขึ้นกับวัสดุชนิดเดิม
⚠ หากกำลังการผลิตลดลง ไม่ควรรีบสรุปว่าเครื่องมีขนาดเล็กเกินไป ควรตรวจสอบใบมีด ตะแกรง ระบบป้อน และสภาพเครื่องก่อน
16. Checklist ข้อมูลก่อนเลือกเครื่องบด
| ☐ | ทราบปริมาณวัสดุเฉลี่ยต่อวัน |
| ☐ | ทราบปริมาณวัสดุสูงสุดในวันที่งานมาก |
| ☐ | ทราบจำนวนชั่วโมงที่ต้องการบดจริงต่อวัน |
| ☐ | คำนวณกำลังการบดขั้นต่ำเป็น kg/h แล้ว |
| ☐ | ทราบชนิดของวัสดุที่จะบด |
| ☐ | วัดขนาดและความหนาของวัสดุก่อนบดแล้ว |
| ☐ | กำหนดขนาดเศษหลังบดที่ต้องการแล้ว |
| ☐ | ทราบขนาดตะแกรงที่ต้องการหรือช่วงที่ต้องทดลอง |
| ☐ | พิจารณาระบบป้อนวัสดุและระบบรับวัสดุหลังบดแล้ว |
| ☐ | เตรียมตัวอย่างวัสดุจริงสำหรับทดสอบก่อนเลือกเครื่อง |
17. ข้อมูลที่ควรแจ้งผู้ขายก่อนขอแนะนำเครื่อง
เพื่อให้การประเมินเครื่องแม่นยำขึ้น ควรเตรียมข้อมูลให้ครบก่อนขอคำแนะนำ โดยเฉพาะงานที่ต้องการกำลังผลิตสูงหรือวัสดุมีรูปทรงเฉพาะ
| ข้อมูล | ตัวอย่างข้อมูลที่ควรแจ้ง |
|---|---|
| ชนิดวัสดุ | PP, PE, ABS หรือวัสดุอื่น |
| รูปทรง | แผ่น ก้อน ท่อ กล่อง หรือเศษงาน |
| ขนาด | ความกว้าง × ยาว × หนาโดยประมาณ |
| ปริมาณ | กิโลกรัมต่อวันหรือกิโลกรัมต่อชั่วโมง |
| ขนาดหลังบด | ขนาดเศษที่ต้องการสำหรับกระบวนการถัดไป |
| เวลาทำงาน | จำนวนชั่วโมงเดินเครื่องจริงต่อวัน |
✓ หากมีรูปถ่าย วิดีโอ หรือตัวอย่างวัสดุจริง จะช่วยให้ประเมินเครื่องและกำลังการผลิตได้ดีกว่าการระบุเพียงน้ำหนักและชนิดวัสดุ
18. สรุปวิธีเลือกกำลังการบดให้เหมาะกับโรงงาน
การประเมินเครื่องบดไม่ควรเริ่มจากคำถามว่า “เครื่องรุ่นไหนบดได้กี่ kg/h” เพียงอย่างเดียว แต่ควรเริ่มจากปริมาณวัสดุและเป้าหมายการผลิตของโรงงานก่อน
- หาน้ำหนักวัสดุที่ต้องบดต่อวัน
- หาจำนวนชั่วโมงบดจริง
- คำนวณ kg/h ที่ต้องการ
- ตรวจสอบชนิดและรูปทรงวัสดุ
- กำหนดขนาดเศษหลังบด
- พิจารณาผลของตะแกรงและระบบใบมีด
- เผื่อความผันผวนของปริมาณงาน
- ทดสอบวัสดุจริงก่อนสรุปกำลังผลิต
✓ เครื่องที่เหมาะสมคือเครื่องที่สามารถรองรับวัสดุจริงและกำลังผลิตที่โรงงานต้องการอย่างต่อเนื่อง ไม่จำเป็นต้องเป็นเครื่องที่มีตัวเลข kg/h สูงที่สุด
หากต้องการดูประเภทเครื่องสำหรับงานลดขนาดวัสดุ สามารถดูข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ เครื่องบดพลาสติกและเครื่องย่อยอุตสาหกรรม SaleCNC เพื่อใช้ประกอบการเปรียบเทียบตามลักษณะวัสดุและปริมาณงาน
กำลังการผลิตจริงควรยืนยันจากการทดลองวัสดุหรือข้อมูลการใช้งานภายใต้เงื่อนไขใกล้เคียงกับหน้างาน ไม่ควรใช้ตัวเลข kg/h เพียงค่าเดียวในการตัดสินใจเลือกเครื่องจักร
FAQ
คำถามที่พบบ่อย
คำถามเกี่ยวกับกำลังการบด kg/h และการประเมินกำลังผลิตของเครื่องบดในโรงงาน
kg/h ของเครื่องบดคืออะไร?
คือปริมาณวัสดุโดยประมาณที่เครื่องสามารถบดได้ภายในหนึ่งชั่วโมง โดยค่าจริงจะขึ้นอยู่กับชนิดวัสดุ ขนาดชิ้นงาน ตะแกรง ใบมีด และวิธีป้อนวัสดุ
ถ้าเครื่องระบุ 500 kg/h จะบดได้ 4 ตันใน 8 ชั่วโมงหรือไม่?
ในทางคณิตศาสตร์ 500 kg/h × 8 ชั่วโมงเท่ากับ 4,000 กิโลกรัม แต่การใช้งานจริงต้องหักเวลาหยุดเครื่อง การป้อน การทำความสะอาด และพิจารณาวัสดุจริงด้วย จึงไม่ควรใช้ตัวเลขนี้รับประกันผลผลิตโดยตรง
กำลังมอเตอร์มากขึ้นหมายความว่า kg/h สูงขึ้นเสมอหรือไม่?
ไม่เสมอไป กำลังมอเตอร์เป็นเพียงหนึ่งปัจจัย กำลังการบดจริงยังขึ้นอยู่กับโครงสร้างเครื่อง ชุดใบมีด ตะแกรง ช่องป้อน และวัสดุที่ใช้งาน
ตะแกรงเล็กทำให้กำลังการบดลดลงหรือไม่?
มีโอกาสลดลง เพราะวัสดุต้องถูกตัดให้เล็กมากขึ้นก่อนผ่านออกจากห้องบด แต่ผลจริงขึ้นอยู่กับเครื่อง วัสดุ ใบมีด และวิธีป้อนร่วมด้วย
ควรใช้ชั่วโมงทำงานของกะในการคำนวณหรือไม่?
ควรใช้จำนวนชั่วโมงที่เครื่องบดทำงานจริง หากกะทำงาน 8 ชั่วโมงแต่เครื่องเดินจริงเพียง 6 ชั่วโมง ควรใช้ 6 ชั่วโมงในการคำนวณกำลังการผลิตที่ต้องการ
ถ้าโรงงานมีเศษพลาสติก 3 ตันต่อวัน ควรใช้เครื่องกี่ kg/h?
ต้องทราบเวลาบดจริงก่อน หากต้องบด 3,000 กิโลกรัมภายใน 6 ชั่วโมง ค่าเฉลี่ยขั้นต่ำจะอยู่ที่ 500 kg/h แต่ยังต้องพิจารณาวัสดุจริง ตะแกรง เวลาหยุด และกำลังสำรองก่อนเลือกเครื่อง
วิธีที่แม่นยำที่สุดในการประเมินกำลังการบดคืออะไร?
ควรคำนวณจากปริมาณงานจริงร่วมกับการทดลองวัสดุที่มีชนิด ขนาด ความหนา และรูปทรงใกล้เคียงกับงานจริง แล้วตรวจอัตราการผลิตภายใต้ขนาดตะแกรงและวิธีป้อนที่ต้องการ
